คนเรา "ตด" วันละกี่ครั้ง? นักวิจัยอึ้งกับตัวเลขใหม่ เปิดความลับของลำไส้จากการผายลม

คนเรา "ตด" วันละกี่ครั้ง? นักวิจัยอึ้งกับตัวเลขใหม่ เปิดความลับของลำไส้จากการผายลม

คนเรา "ตด" วันละกี่ครั้ง? นักวิจัยอึ้งกับตัวเลขใหม่ เปิดความลับของลำไส้จากการผายลม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คนเรา "ตด" วันละกี่ครั้ง? นักวิจัยอึ้งกับตัวเลขใหม่ เปิดความลับของลำไส้จากการระบายก๊าซ ตดเหม็นมากอันตรายหรือไม่?

แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ (Brantley Hall, PhD) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาเซลล์และพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำทีมวิจัยศึกษาความลับของไมโครไบโอมในลำไส้ (Gut Microbiome) ผ่านการติดตามจำนวนครั้งของการผายลมในแต่ละวัน แม้การตดจะเป็นเรื่องตลกหรือน่าอายสำหรับหลายคน แต่นี่คือกลไกทางสรีรวิทยาที่ปกติและสำคัญในการระบายก๊าซจากกระบวนการย่อยอาหาร

คนเราตดวันละกี่ครั้ง

ข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคมระบุว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจะผายลมเฉลี่ย 32 ครั้งต่อวัน ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 14 ครั้งต่อวันที่เคยมีการบันทึกไว้ในเอกสารทางการแพทย์ก่อนหน้านี้อย่างมาก แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จำนวนครั้งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยอยู่ระหว่าง 4 ถึง 59 ครั้งต่อวัน

ทีมวิจัยได้ตัวเลขเหล่านี้มาจากการใช้ "กางเกงชั้นในอัจฉริยะ" (Smart Underwear) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้ติดเข้ากับชุดชั้นในได้ อุปกรณ์นี้มีเซนเซอร์สำหรับตรวจจับก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซอื่นๆ ที่ร่างกายปล่อยออกมาตลอดทั้งวันทั้งคืน แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ ระบุว่า ข้อมูลในอดีตมักได้จากการให้ผู้เข้าร่วมทดลองนับจำนวนครั้งด้วยตนเองซึ่งไม่มีความแม่นยำ หรือใช้วิธีสอดท่อทางทวารหนักซึ่งสร้างความลำบากอย่างมาก

งานวิจัยนี้ได้ทดสอบในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจำนวน 38 คน ซึ่งรับประทานไฟเบอร์พรีไบโอติกตามที่กำหนด ทำให้ทีมนักวิจัยสามารถวัดการผลิตก๊าซได้อย่างแม่นยำ เป็นกลาง และต่อเนื่องในขณะที่ผู้เข้าร่วมใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เป็นครั้งแรก

กางเกงชั้นในอัจฉริยะ (Smart Underwear)

อะไรคือสาเหตุของการเกิดก๊าซในลำไส้

พญ.สุปรียา ราว (Supriya Rao, MD) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ให้ข้อมูลว่า มนุษย์กลืนอากาศเข้าไปตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารเร็ว เคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม หรือพูดคุยระหว่างมื้ออาหาร อากาศเหล่านี้จะเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหาร ส่วนที่ไม่ได้ถูกขับออกด้วยการเรอจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้และถูกปล่อยออกมาในรูปแบบของก๊าซ

พญ.สุปรียา ราว อธิบายเพิ่มเติมว่า อาหารมีส่วนสำคัญในการสร้างก๊าซ โดยเฉพาะอาหารที่มีกากใยสูง รวมถึงน้ำตาลบางชนิด เช่น แล็กโทส ฟรุกโตส และคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยาก แบคทีเรียในลำไส้จะทำปฏิกิริยาหมักคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยไม่หมดในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดผลพลอยได้เป็นก๊าซไฮโดรเจน มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณการตดในแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับไมโครไบโอมในลำไส้ของแต่ละคน

การติดตามการตดบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพได้บ้าง

ปริมาณและชนิดของก๊าซสามารถสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการย่อยอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ พญ.สุปรียา ราว ระบุว่า การผลิตก๊าซมีเทนที่สูงขึ้นอาจบ่งบอกถึงการทำงานของลำไส้ที่ช้าลงและภาวะท้องผูก ในขณะที่ก๊าซไฮโดรเจนที่มากเกินไปอาจเป็นสัญญาณของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กเจริญเติบโตมากเกินไป (SIBO)

แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ เสริมว่า ก๊าซไฮโดรเจนจากการผายลมเกิดจากจุลินทรีย์ในลำไส้เท่านั้น การติดตามก๊าซนี้จึงช่วยให้เข้าใจว่าไมโครไบโอมในลำไส้กำลังย่อยอาหารอย่างไรและทำงานได้ดีเพียงใด

อย่างไรก็ตาม พญ.สุปรียา ราว เน้นย้ำว่า ตดที่มีกลิ่นเหม็นมากมักเกิดจากชนิดของอาหารที่รับประทานเข้าไป ไม่ใช่สัญญาณของโรคร้ายแรงเสมอไป แต่หากมีก๊าซเยอะผิดปกติร่วมกับอาการท้องร่วงเรื้อรัง ท้องอืดอย่างรุนแรง หรือท้องผูก ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ

การวิจัยเรื่องการผายลมในอนาคต

เพื่อให้ได้ "ค่ามาตรฐานของการผายลม" ที่แท้จริง แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ และทีมงานได้ริเริ่มโครงการ Human Flatus Atlas โดยใช้กางเกงชั้นในอัจฉริยะเพื่อวัดรูปแบบการผายลมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ แม้ทีมวิจัยจะตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไว้เพียง 800 คน แต่กลับมีผู้สนใจลงทะเบียนมากถึง 3,000 คนจนต้องหยุดรับสมัครชั่วคราว

โครงการนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกลุ่มคนที่กินไฟเบอร์สูงแต่ผลิตก๊าซน้อย และกลุ่มคนที่ผลิตก๊าซไฮโดรเจนในปริมาณมาก แบรนท์ลีย์ ฮอลล์ สรุปว่า หากทีมวิจัยสามารถค้นพบความแตกต่างของไมโครไบโอมในคนสองกลุ่มนี้ได้ จะช่วยยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมหาศาล

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล